เส้นทางแข้งไทย จากเหรียญทองซีเกมส์ 2013 สู่แชมป์ซูซูกิคัพ 2014

ทำให้แฟนบอลชาวไทยมีความสุขกันอีกครั้งสำหรับ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ที่ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี และเป็นแชมป์สมัยที่ 4...

คืนความสุขและมอบของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยได้อย่างสง่างามจริงๆสำหรับ "ช้างศึก" ทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย หลังผงาดคว้าแชมป์การแข่งขันฟุตบอล "เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014" ได้อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อรวมพลังสู้สุดชีวิตเอาชนะ "เสือเหลือง" มาเลเซีย ในรอบชิงชนะเลิศ ไปด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-3 ทำเอาแฟนบอลหลายคน หลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มใจกับความสำเร็จของทีมชาติไทยในครั้งนี้  ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์ จึงขอนำเสนอเส้นทางความสำเร็จของ ฟุตบอลชายทีมชาติไทย นับตั้งแต่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ ที่เมียนมาร์ ในช่วงปลายปี 2013 จนถึงการคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 มาให้อ่านกันอย่างมีความสุข!  

สำหรับ ''ซิโก้'' เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตกองหน้าเบอร์ 1 ของเมืองไทย ที่รับบทกุนซือใหญ่ ประเดิมคุมทีมชาติไทยเป็นรายการแรกในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่ประเทศเมียนมาร์ หลังจากก่อนหน้านี้ไทยตกรอบแรกมา 2 ครั้งรวด โดยทีมชุดนี้ประกอบไปด้วยนักเตะที่โค้ชซิโก้ เป็นคนเลือกด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กวิน ธรรมสัจจานันท์, ธีราธร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ เป็นต้น ซึ่งผลปรากฏว่าทัพช้างศึกคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการคว้าเหรียญทองซีเกมส์เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี 

เส้นทางคว้าแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ 2013

รอบแรกทีมชาติไทยถูกจับสลากมาอยู่ในกลุ่ม บี ร่วมกับ อินโดนีเซีย, เมียนมาร์, ติมอร์เลสเต และ กัมพูชา โดยผลการแข่งขันรอบแรก ทีมชาติไทย ชนะ ติมอร์เลสเต 3-1, ชนะ อินโดนีเซีย 4-1, เสมอ เมียนมาร์ 1-1 และเสมอ กัมพูชา 0-0

ส่งผลให้ทีมชาติไทย เก็บได้ 8 คะแนน จาก 4 นัด ยิงได้ 8 ประตู เสีย 3 ประตู คว้าแชมป์กลุ่ม บี ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบ สิงคโปร์ รองแชมป์กลุ่มเอ โดยผลการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ทีมชาติไทย ชนะ สิงคโปร์ ไปได้หวุดหวิด 1-0 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับ อินโดนีเซีย ที่เสมอกับ มาเลเซีย ในเวลาปกติ 1-1 ก่อนที่อินโดนีเซีย จะดวลจุดโทษชนะ มาเลเซีย ไป 4-3

โดยผลการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ทีมชาติไทย เอาชนะ อินโดนีเซีย ไปได้ 1-0 คว้าเหรียญทองได้สำเร็จ

 

 

ทีมชาติไทย คว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่ประเทศเมียนมาร์

 

 

หลังจากคว้าแชมป์ซีเกมส์ 2013 ได้อย่างยิ่งใหญ่ ต่อมาในปี 2014 ทีมชาติไทย ลงทำการแข่งขันในกีฬาเอเชียนเกมส์ 2014  ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ โดยการแข่งขันครั้งนี้ มีการจำกัดห้ามนักเตะอายุเกิน  23 ปี ทำการแข่งขัน ซึ่งผลปรากฏว่า พลพรรคช้างศึกทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ฝ่าฟันไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะพ่าย เกาหลีใต้ ไป 0-2 ทำให้ต้องไปแย่งอันดับ 3 กับ อิรัก ซึ่งแข้งไทยก็เล่นอย่างสุดความสามารถ ก่อนจะพ่าย อิรัก ไป 0-1 คว้าอันดับ 4 ไปครอง เรามาย้อนดูเส้นทางของทีมชาติไทยในกีฬาเอเชียนเกมส์ 2014 กันเลย

เส้นทางคว้าอันดับ 4 กีฬาเอเชียนเกมส์ 2014 ที่ประเทศเกาหลีใต้

รอบแรก ทีมชาติไทย ถูกจับสลากมาอยู่ในกลุ่ม อี ร่วมกับ อินโดนีเซีย, มัลดีฟส์ และ ติมอร์ เลสเต โดยผลการแข่งขันรอบแรก ทีมชาติไทย ชนะ มัลดีฟส์ 2-0, ชนะ ติมอร์ เลสเต 3-0 และ ชนะ อินโดนีเซีย 6-0

ส่งผลให้ทีมชาติไทย คว้าชัยชนะได้ 3 นัดรวด เก็บได้ 9 คะแนน จาก 3  นัด ยิงได้ 11 ประตู และไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว คว้าแชมป์กลุ่ม อี ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ไปพบกับ จีน รองแชมป์กลุ่ม เอฟ โดยผลการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทีมชาติไทย เอาชนะชนะ จีน ไป 2-0 ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ไปพบกับ จอร์แดน ที่เอาชนะ คีร์กิซสถาน มาในรอบ 16 ทีมสุดท้าย 2-0

ผลการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทีมชาติไทย ชนะ จอร์แดน 2-0 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับ เกาหลีใต้ ที่เอาชนะ ญี่ปุ่น มาในรอบก่อนรองชนะเลิศ 1-0 ซึ่งผลปรากฏว่า ทีมชาติไทย แพ้ เกาหลีใต้ ไปอย่างน่าเสียดาย  0-2 ทำให้ต้องไปชิงเหรียญทองแดงกับ อิรัก ที่แพ้ เกาหลีเหนือ มาในรอบรองชนะเลิศ 0-1 ก่อนที่ทีมชาติไทย จะแพ้ อิรัก ไป 0-1 คว้าอันดับ 4 ในกีฬาเอเชียนเกมส์ 2014 ไปครอง

 

 

11 ตัวจริงทีมชาติไทย ชุดคว้าอันดับ 4 กีฬาเอเชียนเกมส์ ที่ประเทศเกาหลีใต้

 

 

มาต่อกันที่การแข่งขันรายการ "เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014"

รอบแรกทีมชาติไทยอยู่ในกลุ่ม บี ร่วมกับ มาเลเซีย, สิงคโปร์ และ เมียนมาร์  โดยผลการแข่งขันในรอบแรก ทีมชาติไทย ชนะ สิงคโปร์ 2-1, ชนะ มาเลเซีย 3-2 และชนะเมียนมาร์ 2-0 เก็บ 9 คะแนนเต็ม ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศในฐานะแชมป์กลุ่ม บี ไปพบกับ ฟิลิปปินส์ ทีมอันดับ 2 ของกลุ่ม เอ

ผลปรากฏว่า เกมรอบรองชนะเลิศ นัดแรก ทีมไทย เสมอ ฟิลิปปินส์ ไป 0-0 และนัดที่ 2 เอาชนะไป 3-0 รวมผล 2 นัด ทีมชาติไทย ชนะ ฟิลิปปินส์ 3-0 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับ "เสือเหลือง" มาเลเซีย ที่เอาชนะ เวียดนาม ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 5-3  

สำหรับเกมรอบชิงชนะเลิศ นัดแรก ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน แฟนบอลชาวไทย เข้าไปให้กำลังใจนักเตะกันอย่างล้นหลาม ซึ่งแข้งช้างศึกก็ไม่ทำให้แฟนบอลต้องผิดหวัง เมื่อใช้ความสดและแรงเชียร์จากแฟนๆ บดเอาชนะ มาเลเซีย ไป 2-0 โดยได้ประตูจากการยิงจุดโทษของ ชาริล ชัปปุยส์ ในนาทีที่ 72 และ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ยิงปิดท้ายในนาทีที่ 86  ทำให้คลายความกังวลได้เล็กน้อย ก่อนจะบุกไปเยือน มาเลเซีย ในรอบชิงชนะเลิศ นัดที่ 2

และก็มาถึงเกมที่ทุกคนรอคอย ทีมชาติไทย บุกไปเยือน มาเลเซีย ที่สนาม บูกิต จาลิล ท่ามกลางแฟนบอลเสือเหลืองนับแสนคน! เริ่มเกมครึ่งแรกไปแค่ 5 นาที มาเลเซีย ขึ้นนำ 1-0 จากการยิงจุดโทษของ ซาฟิค ราฮิม สกอร์รวม 1-2 จากนั้นช่วงทดเวลาบาดเจ็บในครึ่งแรก กองเชียร์เจ้าบ้านได้เฮอีกครั้ง เมื่อ นอร์ชาห์รุล ตาลาฮา เปิดบอลทางริมเส้นฝั่งขวามาทางเสา 2 กองหลังไทยและกวินทร์ออกมากะจังหวะพลาด ทำให้ อินดรา ปูตรา โขกเข้าประตูไปให้มาเลเซียนำไทย 2-0 สกอร์รวมเท่ากัน 2-2 ก่อนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 57 ทีมเสือเหลือง นำห่าง 3-0 จากการยิงฟรีคิกนอกเขตโทษของ ซาฟิค ราฮิม ประตูรวมมาเลเซียแซงนำ 3-2 จากนั้นนาทีที่ 80 ไทย ได้ฟรีคิกระยะ 20 หลา นอกกรอบเขตโทษ สารัช อยู่เย็น ปั่นด้วยขวา มาริฮัส ฟาริซาล นายด่านมาเลเซีย ปัดออกมาเข้าทาง ชาริล ชัปปุยส์ ตามซ้ำเข้าไปให้ไทยไล่มา 1-3 ประตูรวมเสมอ 3-3 แต่ทีมไทยได้เปรียบอเวย์โกลทันที และถัดมาแค่ 6 นาที แฟนบอลชาวไทยได้เฮกันสุดเสียง เมื่อ “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ กดด้วยซ้ายตะข่ายแทบขาดให้ไทยไล่มา 2-3 ประตูรวมไทยนำ 4-3 และจบเกมด้วยสกอร์นี้ ส่งผลให้ทีมชาติไทยประตูรวม เฉือนเอาชนะ “เสือเหลือง” มาเลเซีย ไปได้ 4-3 คว้าแชมป์เอเอฟเอฟซูซูกิคัพมาครองได้เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี และเป็นแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 4 สูงที่สุดเท่ากับทีมชาติสิงคโปร์

 

 

ชาริล ชัปปุยส์ และนักเตะทีมชาติไทย กับถ้วยแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014

 

 

ขณะที่ "เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าประจำการแข่งขันในครั้งนี้ และเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่เคยได้รางวัลนี้ เล็กพริกขี้หนูจริงๆ!!

 

 

"เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ คว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014

 

 

สำหรับการคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 ในครั้งนี้ คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, นักเตะ และทีมสต้าฟโค้ชทุกๆคน ที่ช่วยกันปลุกปั้นทีมชุดนี้มาตั้งแต่ซีเกมส์ และในปีหน้าทีมชาติไทยจะมี 4 ทัวร์นาเมนต์สำคัญที่จะต้องลุยกันต่อ ได้แก่ คิงส์คัพ, ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย, ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก และ ซีเกมส์ โดยโค้ชซิโก้ ยืนยันแล้วว่าพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้นักเตะทุกคนนอกจากชุดนี้เข้ามาร่วมทีม เพื่อทำให้ทีมแข็งแกร่งที่สุด

เชื่อว่าจากนี้ไปแฟนบอลชาวไทยทุกคนจะคอยให้กำลังใจและให้การสนับสนุนแข้ง ช้างศึกต่อไป ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็นทีมชาติไทยไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลโลกก็ เป็นได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่ใครจะไปรู้?

Credit: ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น
ส่ง Scoop ให้เพื่อน
แจ้งลบไม่เหมาะสม
ความคิดเห็น

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Loading...