คลิปแมสด็อทคอม
 
  
    
Upload



บาร์ซ่า - เชลซี โคตรอภินันทนาการจาก คัมป์ นู สู่แฟนบอล !!!!!

 บาร์ซ่า - เชลซี โคตรอภินันทนาการจาก คัมป์ นู สู่แฟนบอล !!!!!


..........ผมเชื่อนะ ครับว่าหลังจากที่ อันเดรส อิเนียสต้า ยิงประตูให้ บาร์เซโลน่า ขึ้นนำ เชลซี 2 - 0 แฟนบอลสาวกสิงโตน้ำเงินครามหลายคนแทบจะอยากปิดทีวีกันให้หมด.. สกอร์ตกรอบ สถานการณ์โคตรเป็นรองเพราะเหลือผู้เล่นน้อยกว่า ผมไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเองท้อขนาดนี้มาก่อน..

เชลซี อาจเคยแพ้ให้กับ แมนยูไนเต็ด , ซันเดอร์แลนด์ , มิดเดิ้ลสโบรซ์ ด้วยสกอร์ขาดรอย 3 - 0 หรือแม้แต่ตอนที่แพ้ให้กับ สเปอร์ 5 - 1 เมื่อปี 2002 ในศึก เอฟเอ คัพ แต่ก็ไม่รู้สึกหมดหวังเท่ากับตอนที่ลูกยิงจากเท้าของ อันเดรส อิเนียสต้า เบียดขา เช็ก เสียบเสาไกลเข้าประตูไป..


มันเป็นความรู้สึกที่บอกได้ทุกอย่างว่าสิ่งที่ทำกันมาโดยตลอดกำลังจะจบลง เพราะลูกยิงนั้น.. ตัวผู้เล่นเท่ากันว่าสู้ได้ยากแล้ว แต่ตัวน้อยกว่านั้นแทบจะหาหนทางกลับมาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย สถานการณ์บีบบังคับให้ รามิเรส ต้องถอยลงไปเล่นแบ็คขวาจำเป็น ส่วนทางด้าน ดิดิเยร์ ดร็อกบา เล่นแบ็คซ้าย ปิดประตูสวนกลับของ เชลซี แบบแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์

ณ ตอนนั้นผมถึงกับสบถอารมณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรงลงบนสถานะเฟซบุคของตัวเอง.. ปกติแล้วผมไม่เคยใช้คำว่า "โกง" กับยอดทีมอย่าง บาร์เซโลน่า เพราะคิดว่าเวลามีความผิดพลาดต้องโทษที่กรรมการมากกว่าที่จะไปกล่าวว่าสโมสร แต่ด้วยการที่น็อตหลุดหลังจากเกิดเหตุการณ์ใบแดงและประตูที่ 2 มันจึงทำให้ผมใช้คำนั้นกับ "บาร์ซ่า" เป็นครั้งแรกทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเกมนี้ว่ากันถึงการตัดสินแล้วผู้ตัดสินไม่ได้ผิดพลาดแต่ อย่างใด

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นผมผิดเองที่คุมอารมณ์ไม่อยู่ แล้วเมื่อได้สติกลับคืนมาลองคิดทบทวนดูใหม่ ผมคิดว่าจังหวะใบแดงของ จอห์น เทอร์รี่ เมื่อเป็นผู้เล่นระดับนี้แล้วไม่ควรทำแบบนั้น ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะอะไร ผิดก็ว่าไปตามผิด แต่ผมไม่โกรธกัปตันทีมคนนี้เลยแม้แต่น้อยเพราะคนเราสามารถผิดพลาดกันได้แม้ ว่ามันอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทีมต้องตกรอบก็ตาม

จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก ผมมองว่าจุดนี้ บาร์ซ่า ได้เปรียบทุกอย่างจนทำให้สมาธิหลุดไปหน่อย แต่ความเสียหายตามมานั้นใหญ่หลวง.. การเติมจากแบ็คขวาของ รามิเรส ก่อนจะพักบอลให้ แฟรงค์ แลมพาร์ด จัดการเหลือบมองแล้วจ่ายทะลุช่องให้ รามิเรส หลุดไปชิพบอลข้ามหัว วิคตอร์ บัลเดซ เข้าประตูไป.. มันเป็นอะไรที่ชักความรู้สึกของแฟนๆ กลับมาได้แบบไม่น่าเชื่อ !!??

เกมมันควรจะจบตั้งแต่ 45 นาทีแรก ด้วยสกอร์ 2 - 0 แต่ใครจะไปคิดล่ะครับว่าขนาดนักเตะที่โดนใบเหลืองจนต้องอดเล่นนัดชิงชนะเลิศ ไปแล้วจะยังงัดแรงกายแรงใจจนถึงวินาทีสุดท้ายออกมาเพื่อตอกย้ำให้เพื่อนๆ รวมถึงแฟนบอลทั่วโลกรู้ว่า ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ไปต่อแต่ประตูนี้สามารถทำให้ทีมสามารถกลับเข้าสู่เกม ได้มันก็มีค่ามากมายเช่นกัน.. (ที่สำคัญผมไม่ช้านะครับ)

อารมณ์ตอนนั้นเหมือนสิงโตตัวใหญ่ที่บาดเจ็บปางตายลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องป่า ที่ตัวเองรักอีกครั้ง.. ยังมีเวลาอีก 45 นาทีในครึ่งหลังให้ราชสีห์น้ำเงินครามตัวนี้ต้องพิทักษ์ผืนป่าเอาไว้.. ด้วยการที่ตัวผู้เล่นทีมเยือนน้อยกว่า มองมุมไหนเจ้าบ้านก็น่าจะยัดเยียดความปราชัยให้กับอาคันตุกะจากกรุงลอนดอน พร้อมเข้าไปชิงชนะเลิศเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ผมคิดว่าตอนปี 2008 ที่ เชลซี สามารถเข้าไปชิงชนะเลิศได้ด้วยผลงานของ อัฟรัม แกรนท์ ใช้ดวงช่วยอยู่เยอะพอสมควรเหมือนกันนะครับ โดยเฉพาะตอนที่ ยอห์น อาเน่ ริเซ่ โหม่งสกัดเข้าประตูตัวเองไปในนัดที่ เชลซี บุกไปเยือน ลิเวอร์พูล ในรอบ เซมิ ไฟนอล แล้วเกมจบลงด้วยสกอร์ 1 - 1

ทว่าผมมองว่าปีนี้ เชลซี มีดวงมากกว่าปีนั้นเสียอีก.. เจอกับ บาร์ซ่า 2 นัดล่อไป 2 เสา 2 คาน.. เปอร์เซ็นต์ครองบอลและโอกาสทำประตูเทียบกันไม่ติด.. แต่ใครจะไปคิดว่าเกมจบลงนับผลสกอร์รวมแล้ว เชลซี ชนะ 3 - 2 !!?? มันเกิดขึ้นได้เช่นไร ???

ที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่ เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ โรแบร์โต้ ดิ มัตเทโอ้ มีแต่ว่า อัฟรัม แกรนท์ ไม่มีก็คือสิ่งที่เรียกว่า "ศรัทธา" ครับ.. ผมไม่ได้บอกว่า แกรนท์ ไม่เก่ง เพียงแต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ากุนซือหน้าชินจังสามารถสร้างปาฏิหารย์และยึดเหนี่ยวจิตใจของแฟน เชลซี ได้อย่างเต็มเปี่ยมยิ่งกว่าตอนที่ แกรนท์ ยังคงคุมทีมอยู่

อาจเป็นเพราะ เชลซี ตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่หลังชนฝนยิ่งกว่าทีมใดๆ ในยุโรป.. บาร์ซ่า ที่ว่าพลาดนัดนี้ไม่ได้เพราะดันไปพ่ายให้กับ เรอัล มาดริด ในศึก ลาลีก้า สเปน ยังไม่ยากลำบากและกดดันเท่ากับ เชลซี เพราะอย่างน้อยถ้าหากพวกเขาพลาดไปในปีนี้ ก็ยังมีปีหน้าให้แก้ตัวเพราะสภาพนักเตะและระบบยังคงเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก อยู่

แต่กลับกัน เชลซี ถ้าหากไม่สามารถเป็นแชมป์ยุโรปได้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 3 - 5 ปีกว่าจะกลับมาสู่จุดเก่า เพราะต้องเสียเวลาปรับปรุงทีมใหม่หมดหากไม่ได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลหน้า.. เมื่อเป็นเช่นนั้นความตึงเครียดจึงเปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน "สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ" มอบพลังแห่งปาฏิหารย์ให้ เชลซี เผด็จศึกแมทนี้ให้สำเร็จ

เอาจริงๆ ตอนเริ่มต้นครึ่งหลังแล้วทีมมีลุ้นเข้ารอบ มันเป็นอะไรที่เครียดยิ่งกว่าตอนทีมต้องการประตูเสียอีก.. ผมยกนิ้วโป้งข้างซ้ายมาให้ฟันอันแหลมคมกัดอย่างเมามันส์แบบไม่รู้ตัว ส่วนนิ้วชี้ข้างขวาควานลงไปหานิ้วเท้าก่อนจะจิกเต็มที่ด้วยอารมณ์ที่ลุ้นแบบ ไม่เคยเกร็งขนาดนี้มาก่อน..

แต่พอผู้ตัดสินเป่าจุดโทษให้กับ บาร์เซโลน่า ในจังหวะที่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ไปเสียบ เชส ฟาเบรกัส ทำเอาผมอารมณ์แตกเหมือนกัน คิดว่าน่าจะยันได้นานกว่านี้ แล้วยิ่งถ้าลูกจุดโทษเป็นประตู คาดว่าเกมคงจะปิดอย่างเป็นการถาวรแบบไม่ต้องสงสัย


แววตาของ ลิโอเนล เมสซี่ มั่นอกมั่นใจว่าลูกนี้ต้องเป็นประตูส่วน เช็ก ใช้ความเก๋ากางแขนเต็มเหยียดพร้อมโยกซ้ายโยกขวากดดัน เมสซี่ ให้ได้มากที่สุด.. ผลที่ออกมาคือดาวเตะอาร์เจนไตน์ยิงได้ดีแต่ว่าไปชนคานแบบเสียงดัง "ปั้งงง !!!" ลั่นสนั่นจนคนที่ดูผ่านจอทีวีสะเทือนใจในเสียงนั้นมากกว่าผลลัพธ์ที่เกิด ขึ้นด้วยซ้ำ..

แล้วพอไม่เสียประตูก็มานั่งเกร็งกันใหม่ ผมบ่นให้พ่อฟังว่าเกมนัดนี้เวลานักเตะ เชลซี ได้บอลอยู่หน้าประตูขอให้ลืมภาพการเล่นที่สร้างสรรค์สวยงาม สลัดคราบบุคลิกสมาร์ทบวกเทคนิคต่างๆ และแทนที่ด้วยการเป็นนักเตะธรรมดาๆ คนนึงแต่มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ไม่ท้อต่อแรงกดดัน และเล่นง่ายๆ ไม่ต้องใช้ความฉลาดออกมาโชว์ในบรรยากาศแบบนี้ จับบอลได้ก็เคลียร์ นี่คือหนทางที่ดีที่สุด.. ซึ่งผมพอใจอย่างมากกับสิ่งที่นักเตะปฏิบัติออกมา..

นักเตะของทางฝั่ง บาร์เซโลน่า ที่ผมกลัวมากที่สุดยิ่งกว่า ลิโอเนล เมสซี่ ก็คือ เชส ฟาเบรกัส เพราะอดีตนักเตะปืนใหญ่เป็นเหมือนคีย์หลักในการทำชิ่ง 1 - 2 หน้ากรอบเขตโทษให้เพื่อนหลุดเดี่ยวไปยิง เรียกว่าเป็นตัวพักบอลแล้วก็คิดไวทำไว นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ฤดูกาลนี้ ฟาเบรกัส ถูกจับไปเล่นเป็นตัวรุกกึ่งกองหน้ามากกว่าที่จะยืนเป็นคนคุมจังหวะเกม

หลายครั้งที่ เมสซี่ ลากบอลเข้ามาตรงกลางแล้วไปพักบอลให้กับ ฟาเบรกัส ก่อนที่จะชิ่งคืนกลับให้ เมสซี่ เอาบอลไปโซโล่ต่ออีกที นี่คือแพทเทิ่ลที่สามารถเล่นงานทีมคู่แข่งมาได้โดยตลอด ซึ่งผมก็คิดว่าประสานงานกันได้ดีมากๆ แล้วเกมนัดนี้ก็เกือบติดสูตรเหมือนกัน แต่ไลน์กองหลัง เชลซี ถอยไปยืนกันลึกจนพื้นที่ให้เล่นมันน้อยลง ทำให้รูปแบบการเข้าทำแบบนั้นใช้ออกมาได้ไม่เต็มที่เมื่อเจอโซนเกมรับแบบนี้

ช่วงท้ายเกมตอนเหลือสัก 10 นาทีสุดท้ายผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่โคตรลุ้น.. หัวใจเต้นถี่กว่าปกติ แถมสายตาก็กระพิบน้อยลง ความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปแต่ที่จอทีวี.. 10 นาทีนานเหมือนเป็นชั่วโมงสำหรับ เชลซี ส่วนทาง บาร์เซโลน่า พอเวลาน้อยลงเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาก็คือความกดดัน

ต่างฝ่ายต่างเครียดครับ ไม่อยากมีใครตกรอบ ด้วยการที่ผมชื่นชอบในตัว เช็ก เป็นพิเศษเวลานักเตะ บาร์เซโลน่า ยิงไม่ผ่านก็จะตะโกนดังๆ คำเดียวว่า "เช็ก !!!" ซึ่งเกมนี้มีจังหวะเซฟสำคัญถึง 4 หน.. ไล่ตั้งแต่ตอนที่ เมสซี่ หลุดเดี่ยวกับลูกยิงไกลที่ปัดไปชนเสา หรือจะเป็นจังหวะของ อีซัค คูเอนก้า และ ฮาเวียร์ มาสเชราโน่ เบ็ดเสร็จได้ตะโกนไป 4 ทีรู้สึกสะใจแบบบอกไม่ถูก..

แล้วพอ โรแบร์โต้ ดิ มัตเทโอ้ เปลี่ยนเอา เฟร์นานโด ตอร์เรส ลงมาเล่นแทน ดิดิเยร์ ดร็อกบา ผมว่ามันเป็นเหมือนดาบ 2 คม.. ถ้าหากผลมันดีขึ้นแน่นอนว่าได้รับคำชมแน่ แต่ถ้าหากเสียประตูรับรองโดนวิจารณ์เหมือนกันเพราะ ดร็อกบา เล่นเกมรับได้ดีกว่า.. แต่เอาจริงๆ ผมมองว่าที่ ดิ มัตเทโอ้ เปลี่ยนออกน่าจะมีเหตุผลทางกายภาพมากกว่าเชิงแท็คติค เพราะเจ้าตัวพึ่งหายเจ็บกลับมา แถมลงมาช่วยเกมรับตลอดแบบนั้น ไม่หมดแรงก็ให้มันรู้ไปครับ..

ผลที่ออกมาคือหลายๆ จังหวะทำเอาแฟนบอลแอบหงุดหงิดเหมือนกันนะครับ จังหวะสวนกลับหลายครั้งไปต่อไม่ได้น่าจะดึงเกมไว้ก่อน หรือแม้แต่ตอนเสียบอลก็น่าจะลงมาช่วยเกมรับ ทุกๆ อย่างที่ผมกล่าวมามันคือข้อที่ไม่ดีแต่ด้วยการเป็นข้อไม่ดีเนี่ยแหละที่ทำ ให้ ตอร์เรส พลิกวิกฤติตรงนี้ได้สำเร็จ

ประตูตีเสมอ 2 - 2 ของ เชลซี มาจากจังหวะที่ ตอร์เรส ไปเสียบอลแล้วไม่ยอมลงมาช่วยเพื่อนต่อ เพราะเจ้าตัวแกเลือกวิ่งไปรอด้านหน้าแทน.. นี่ถ้าเสียประตูจังหวะนี้ผมคงด่าแกเละเหมือนกันครับ ว่าทำไมไม่ลงมาช่วยทั้งๆ ที่ตัวผู้เล่นน้อยกว่า.. แต่พอทาง แอชลีย์ โคล แกสาดยาวขึ้นมาเมื่อนั้นแหละ..

ตอร์เรส ไม่ได้อยู่เลยเส้นครึ่งสนามทำให้ลูกนี้ไม่ล้ำหน้า เจ้าตัววิ่งไปกับบอลพร้อมดวล 1 - 1 กับ วิคตอร์ บัลเดซ โดยที่มี เซอร์จิโอ้ บุสเก็ต วิ่งแบบลืมตายตามมาช่วย.. ตอนนั้นก่อนที่ซูเปอร์สตาร์ค่าตัว 50 ล้านปอนด์ จะทำการล็อกหลบ.. เสี้ยววินาทีนั้นผมคิดในใจ "มันจะเข้าเปล่าวะ ?"

แถมตอนล็อกหลบผ่านไปแล้วก็ยังอุตส่าห์คิดต่อว่า "มันจะเหมือนเกมตอนเจอแมนยูไนเต็ดหรือเปล่า?" ซึ่งพอ เฟร์นานโด ตอร์เรส สังหารลูกนั้นเข้าไปผมตะโกนลั่นบ้านอยู่หลานหนด้วยความสะใจแบบสุดขีดว่า "กูไปมิวนิคโว้ยยยยยยยยยยยยยย !!!!!!!!" "50 ล้านปอนด์ แม่งคุ้มก็ลูกนี้แหละ อ๊ากกกกก !!!!!!"


จากที่ต้องตกรอบเห็นๆ โดนนำไปก่อน 2 - 0 แถมเหลือ 10 คน.. ผมไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ครับว่าทีมจะสามารถกลับมาในจุดนี้ได้.. ชั่วขณะนั้นผมรีบกดไอแพดเปิดเข้าเฟซบุคตั้งแต่เกมยังไม่จบพร้อมตั้งสถานะ แสดงความสะใจ ไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าปีที่ เชลซี ทำให้ผลต้องเสียน้ำตาให้กับความปลื้มปิติก็คือปีนี้ แม้ยังไม่ได้แชมป์ก็ตาม.. ตั้งแต่เกมกับ นาโปลี ที่ เดอะ บริดจ์ มาจนถึงเกมที่คัมป์ นู

2 ครั้ง 2 คราว.. มันคือปีที่ผาดโผนยิ่งกว่าตอนปี 2009 ช่วงที่ กุสส์ ฮิดดิ้งค์ เข้ามากู้สถานการณ์ให้กับทีม.. ผมบรรยายอะไรออกมาได้ไม่หมด แต่ผมคิดว่าแฟน เชลซี ทุกๆ คนก็ต้องรู้สึกแบบเดียวกับผม มันประทับใจมาก ไม่เคยเห็นอะไรที่ยิ่งกว่าปาฏิหารย์กอปรกับการที่มีโอกาสได้เห็นนักเตะเล่น กันออกมาจากใจพร้อมทั้งสปิริตที่เกิดขึ้น

นักเตะทุกคนที่โดนแบนไม่ได้เล่นรอบชิงชนะเลิศ อย่างน้อยพวกคุณก็ทำเพื่อทีม.. ไม่สิ.. ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมากเลยแหละครับ เสียสละไม่ได้เล่นนัดสำคัญต่อแต่สามารถเบรคจังหวะสำคัญๆ ได้บ่อยครั้ง.. ยิ่งตอนที่ เมย์เรเรส วิ่งเข้ามาสไลด์บอลตัดฟาวส์ ผมคิดว่าเจ้าตัวก็คงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาก็ยินดีที่จะน้อมรับ..

อยากให้คิดกันว่าตอนปี 1999 แมนยูไนเต็ด ขนาดไม่มี พอลล์ สโคลล์ กับ รอย คีน ยังสามารถเป็นแชมป์ได้ หรือแม้แต่ตอนปี 2009 บาร์เซโลน่า ที่ไร้แบ็คตัวหลัก 2 ข้างก็สามารถมีชัยเป็นเจ้ายุโรปได้เหมือนกัน

เชลซี ปีนี้มาแบบไม่คาดฝัน.. ผลงานเกมลีกก็ทำได้ไม่ดี แต่เมื่อมากันถึงจุดนี้แล้วเหลืออีกแค่นัดเดียวในรอบชิงชนะเลิศทุกอย่างก็จะ เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการแม้มันจะเป็นงานที่ยากไม่แพ้เกมที่พบกับ บาร์เซโลน่า ก็ตาม..

ลิเวอร์พูล เคยสร้างปาฏิหารย์ยิงคืน 3 ลูกแล้วไปคว้าแชมป์ในบั้นปลาย.. แมนยูไนเต็ด เคยยัดเยียดความความพ่ายแพ้ให้กับ บาเยิร์น มิวนิค แบบสุดช็อกตอนทดเวลาบาดเจ็บ..

แต่ถึง ณ ตอนนี้ทีมที่ได้เข้าไปชิงชนะเลิศประจำปี 2012 คือ เชลซี.. ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นเช่นไร.. ประวัติศาสตร์จะได้จารึกทีมหน้าใหม่เข้าไปในบัญญัติทีมแชมเปี้ยนส์หรือเปล่า ไม่มีใครทราบ..

หากแต่ว่ามีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนไม่กล้าปฏิเสธ..

นั่นคือ 'ความกล้าหาญ' 'กำลังใจ' และ 'การไม่ยอมแพ้' 3 สิ่งนี้ส่ง เชลซี ไปเล่นรอบชิงชนะเลิศที่ "มิวนิค" ในบัดดล..

Petrboat
_________________



Credit: ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก soccersuck.com


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์

more


    แสดงความคิดเห็น


    กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

    ส่ง Scoop ให้เพื่อน

    E-mail เพื่อน

    E-mail ผู้ส่ง

    ข้อความ

     

    แจ้งลบไม่เหมาะสม

    ชื่อ ผู้ส่ง

    E-mail ผู้ส่ง

    ข้อความ / เหตุผล

     


    Hot Story


    ความคิดเห็น

    Clipmass จัดให้