ภาพมัดยิงขวัญชัย ตู้เอทีเอ็ม "จ่า"มีสีมือปืนกดเงินในอุดรฯ

ตร.ได้ หลักฐานสำคัญ ภาพวงจรปิดมัด "จ่า" ทีมยิง "ขวัญชัย ไพรพนา" กดเอทีเอ็มในเมืองอุดร เป็น 1 ใน 3 จ่าหน่วยมีสีจากภาคตะวันตกที่นำทีมข้ามภาคมากัน 6 คนเพื่อสังหารแกนนำนปช.อุดรฯ นอกจากนี้ ยังตามเก็บภาพวงจรปิดทั้งจุดเกิดเหตุและตลอดเส้นทางหลบหนี พบเบาะแสความเคลื่อนไหวเพียบ ทั้งเปิดรีสอร์ต 2 แห่งพักก่อนลงมือกว่าสัปดาห์ เหลือรวบรวมพยานหลักฐานขั้นสุดท้ายก่อนขออนุมัติหมายจับ



คลี่คลายมากขึ้นเป็นลำดับสำหรับคดีคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มนายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และแกนนำนปช.ภาคอีสาน ได้รับบาดเจ็บสาหัส ล่าสุดพล.ต.ท.อนุชัย เล็กบำรุง ผบช.ภาค 4 ระดมทีมทำคดีประกอบด้วยพล.ต.ต.สุรพล พินิจชอบ พล.ต.ต.จตุพล ปานรักษา รองผบช.ภาค 4 พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า ผบก.สส.ภาค 4 พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง ผบก.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.อ.ยรรยง เวชโอสถ รองผบก.สส.ภาค 4 พ.ต.อ.ณัฐนนท์ ประชุม ผกก.สส.ภาค 4 พ.ต.ท.ชาญณรงค์ มากพิสุทธิ์ พ.ต.ท.กิตติพงษ์ จิตรคาม รองผกก.สส.ภาค 4 จนได้เบาะแสคนร้ายมีทั้งหมด 6 คน นำโดยคนมีสี ยศจ่า 3 คนยกทีมจากภาคตะวันตกมาก่อเหตุ เข้ามาเคลื่อนไหวเตรียมตัวอยู่ในจ.อุดรธานีนาน 1 สัปดาห์ก่อนลงมือในวันที่ 22 ม.ค. โดยใช้รถยนต์กระบะ 2 คัน เป็นพาหนะ ทั้งนี้ตำรวจได้พยานหลักฐานการเข้าพักรีสอร์ตกลางเมืองอุดรฯ ของกลุ่มคนร้าย อีกทั้งพยานหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ อย่างหนาแน่นกระทั่งใกล้ขอออกหมายจับเร็วๆ นี้ ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น



ความคืบหน้าเกี่ยวกับ เรื่องนี้ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. พล.ต.ต.สุรพล พินิจชอบ รอง ผบช.ภาค 4 ให้สัมภาษณ์ว่า ชุดสืบสวนติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ และตลอดเส้นทางการหลบหนีของทีมมือปืน กระทั่งได้ภาพที่บ่งชี้ว่าน่าจะเป็นของทีมมือปืน 2 คัน คือ รถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน จ.ร้อยเอ็ด และรถกระบะสีบรอนซ์ทอง การแกะรอยจากกล้องวงจรปิดยังพบว่า ก่อนเกิดเหตุรถกระบะดังกล่าวไปจอดที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ใกล้กับบ้านพักของนายขวัญชัย โดยทีมสังหารมาป้วนเปี้ยนเฝ้าสังเกตการณ์ใกล้บ้านพักนายขวัญชัยตั้งแต่วัน ที่ 16 ม.ค. หรือประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนลงมือ และหลังก่อเหตุกลุ่มคนร้ายพร้อมรถกระบะทั้งสองคันก็หายไปจาก จ.อุดรธานี



พล.ต.ต.สุรพลกล่าวอีกว่า ขณะนี้เป็นที่แน่ชัดว่าวันเกิดเหตุมีรถยนต์กระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ทอง ไม่ทราบทะเบียน มาจอดริมรั้วบ้านนายขวัญชัย จากนั้นคนร้าย 2 คนลงไปใช้ปืนอาก้ายิงนายขวัญชัยได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยคนร้ายคนที่หนึ่งยิงหวังผลให้ถึงตาย ส่วนคนที่สองยิงซ้ำอีกชุดเพื่อให้แน่ใจเป็นเวลา 10 วินาที ก่อนจะขับรถหลบหนีไปทางจ.หนองคาย



รองผบช.ภาค 4 กล่าวต่อว่า ส่วนที่ว่าคนร้ายเป็นกลุ่มคนมีสีและมียศจ่านั้น เรื่องนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นคนมีสี หรือไม่ และเป็นคนกลุ่มไหนแน่ ผู้รับผิดชอบคดีกำลังเร่งตรวจสอบหาข้อเท็จจริงอยู่ บช. ภาค 4 มีนายตำรวจที่มีประสบการณ์ และผลงานจับกุมคดีสำคัญระดับประเทศมาหลายคดี จากการทำงานกันอย่างหนักขณะนี้ได้ตัดประเด็นเหลือ 3 ประเด็นคือ 1.นายขวัญชัยเป็นแกนนำเสื้อแดง 20 ภาคอีสาน 2.เรื่องความขัดแย้งกับคู่อริที่ต้องการเอาชีวิตนายขวัญชัยมาตลอด และ 3.ประเด็นสำคัญมากคือมีเกลือเป็นหนอน



"คดีนี้พล.ต.ท.อนุชัย เล็กบำรุง ผบช. ภาค 4 มาควบคุมดูแลด้วยตนเอง ติดตามความคืบหน้าทุกวัน คดีเกี่ยวกับคนมีสีหรือไม่ และคนร้ายมียศจ่าหรือไม่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ อย่างไรก็ตามตำรวจยังต้องให้ความปลอดภัยนายขวัญชัยที่ร.พ.เหมือนเดิม และรักษาความปลอดภัยพยานปากสำคัญพร้อมกับสืบสวนหาหลักฐานที่จะมัดตัวเกลือ เป็นหนอนอีกด้วย" รองผบช.ภาค 4 กล่าว



รองผบช.ภาค 4 กล่าวอีกว่า คดีสืบสวนสอบสวนไปได้ประมาณ 60% กำลังเร่งหาพยานวัตถุเพิ่มเติม เพื่อมารวบรวมขั้นสุดท้ายก่อนขอศาลออกหมายจับคนร้าย ชั้นนี้บอกชัดเจนได้ว่าคนร้ายมีมากกว่า 3 ราย และอาจมีเกลือเป็นหนอนอยู่ในกลุ่มคนร้ายที่แจ้งข่าวนายขวัญชัยเคลื่อนไหวใน ชีวิตประจำวันให้กับคนร้ายได้ทราบ ถ้าออกหมายจับได้เมื่อไรก็จะไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังได้อย่างแน่นอน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนมีสีหรือไม่ ตำรวจต้องจับกุมตามพยานหลักฐานและความผิด



พล.ต.ต. สุรพลกล่าวเพิ่มเติมว่า สั่งการให้นำปลอกกระสุนปืนอาก้าที่ตกในที่เกิดเหตุ ไปตรวจสอบกับเหตุในพื้นที่ภาคใต้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ทั้งนี้เมื่อคืนวันที่ 4 ก.พ. พล.ต.ท.อนุชัย ผบช.ภาค 4 เรียกประชุมทีมคลี่คลายคดี ได้สั่งการให้ตรวจสอบกรณีนายขวัญชัยเป็นนักจัดรายการวิทยุในพื้นที่ บางครั้งอาจมีคนไม่ชอบเป็นการส่วนตัว รวมทั้งเรื่องการเมืองที่นายขวัญชัยเป็นแกนนำกลุ่มนปช. ซึ่งผู้ก่อเหตุอาจต้องการสังหารเพื่อหวังผลทางการเมือง



ด้าน พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากผบช.ภาค 4 ว่าคดีคืบหน้าไปมาก จากการสืบสวนสอบสวนสามารถเก็บหลักฐานต่างๆ ที่กลุ่มคนร้ายทิ้งร่องรอยไว้ได้เป็นจำนวนมาก จนมีเบาะแสพอที่จะสาวไปถึงกลุ่มคนร้าย ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำภาพคนร้ายไปดำเนินการทางเทคนิค เพื่อให้หลักฐานชัดเจนจนพิสูจน์ทราบถึงตัวบุคคล ส่วนกลุ่มคนร้ายเป็นใครนั้นในชั้นนี้ยังไม่อยากระบุ เนื่องจากต้องรวบรวมหลักฐานจนขอออกหมายจับให้ได้ก่อน



วัน เดียวกัน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงคดียิงนายขวัญชัยที่ จ.อุดรฯ ซึ่งตำรวจสืบสวนสอบสวนจนได้เบาะแส ว่ามีคนมีสียศจ่ามีส่วนด้วยว่า ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจน หากเกี่ยวข้องกับกองทัพ ทางตำรวจต้องมีหลักฐาน พร้อมระบุชื่อ สังกัด นายทหารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหา เท่าที่ทราบเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการหาข้อมูล หลักฐาน และถ้าหากเป็นทหารจริง ต้องดูว่าอยู่เหล่าทัพไหน เป็นทหารในหรือนอกราชการ ซึ่งตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจน ถือเป็นการพูดลอยๆ



อย่างไรก็ ตามรายงานข่าวจากชุดสืบสวนสอบสวนของตำรวจยืนยันว่า ชุดสืบสวนได้พยานหลักฐานชี้ตัวคนร้ายได้ชัดเจนแล้วว่ามีด้วยกัน 6 คน โดยสามารถรู้ชื่อเสียงเรียงนามแล้ว 3 ราย เป็นคนในเครื่องแบบยศ "จ่า" สังกัดหน่วยพื้นที่ภาคตะวันตก เดินทางข้ามจังหวัดมาทำงานชิ้นนี้ โดยมีผู้สั่งการมาอีกทอด ชนวนเหตุจากปัญหาทางการเมืองกรณีที่นายขวัญชัยเป็นแกนนำเสื้อแดง ขั้นตอนขณะนี้เป็นช่วงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยว กับคนร้ายอีก 3 คน รวมทั้งเพื่อนำไปสู่การออกหมายจับในที่สุด



นอกจากชุดสืบสวนจะได้พยานหลักฐาน ทั้งจากภาพในกล้องวงจรปิดหลายๆ จุด และจากปากคำพยานบุคคล ทำให้ทราบว่า ทีมมือปืนได้แบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งเข้าพักในรีสอร์ตใกล้กับบ้านของนายขวัญชัย เพื่อทำหน้าที่สังเกตการณ์พฤติกรรม อันนำไปสู่การตัดสินใจลงมือยิง รวมทั้งในวันเกิดเหตุได้ซุ่มสังเกตการณ์จนพบว่านายขวัญชัยออกมานั่งกินกาแฟ และอ่านหนังสือพิมพ์หน้าบ้าน จึงส่งสัญญาณไปยังชุดยิงที่พักอยู่รีสอร์ตห่างออกไปไม่ไกลนัก เดินทางมาลงมือ แต่เนื่องจากจุดยิงริมรั้ว อยู่ห่างจากตัวบ้านราว 200 เมตร ทำให้กระสุนพลาดเป้า จึงทำให้นายขวัญใจเพียงบาดเจ็บ ไม่ถึงแก่ชีวิต



ล่า สุดชุดสืบสวนยังได้หลักฐานเพิ่มเติม โดยพบว่าพฤติกรรมของกลุ่มผู้ต้องสงสัยทั้ง 6 คน ซึ่งเดินทางมาพักในกลางเมืองอุดรธานีเพื่อเตรียมแผนลงมือนั้น ชัดเจนว่าเดินทางมาเฝ้ารออยู่เกินกว่าสัปดาห์ ระหว่างนั้นมีการเดินทางไปในสถานที่บางแห่ง เช่น ไปกดเงินรับค่าใช้จ่ายจากผู้สั่งการ โดยปรากฏตัวที่ ตู้เอทีเอ็มธนาคารกสิกรไทย ที่แยกสาม พร้าวในเมืองอุดร ตอนกลางดึกของคืนวันที่ 16 ม.ค. ซึ่งชุดสืบสวนได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของตู้เอทีเอ็มดังกล่าว ทำให้ได้ภาพใบหน้าของบุคคลดังกล่าว ซึ่งเทียบแล้วตรงกับวงจรปิดรวมทั้งหลักฐานจากส่วนอื่นๆ ชี้ว่าตรงกันแน่นอน โดยผู้ที่ไปกดเงินดังกล่าว คือ 1 ใน 3 "จ่า" ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมีชื่ออยู่ในมือแล้ว 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น
ส่ง Scoop ให้เพื่อน
แจ้งลบไม่เหมาะสม
ความคิดเห็น

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Loading...