คลิปแมสด็อทคอม
 
    
Upload


โพสสกู๊ปโพสต์สกู๊ป
สกู๊ปบทความ
สกู๊ปรูปภาพ
เพลง
เกมส์
ข่าว update
นานาสาระ


กังฟูคือสองคำ ล้มหรือยืนหยัด ยิปมันตำนานไร้ดับ



อย่าเที่ยว คุยโม้ว่าเราเก่งกังฟู หรือครูของเรายอดเยี่ยมเพียงไร กังฟูคือสองคำ ล้มหรือยืนหยัด...พลันคำพูดนั้นจบลง ท่ามกลางสายฝนในวงล้อมศัตรู

 อย่าเที่ยวคุยโม้ว่าเราเก่งกังฟู หรือครูของเรายอดเยี่ยมเพียงไร กังฟูคือสองคำ ล้มหรือยืนหยัด...พลันคำพูดนั้นจบลง ท่ามกลางสายฝนในวงล้อมศัตรู คู่ต่อสู้กระโจนใส่ด้วยเพลงหมัดชุลมุน แม้เขาตั้งรับแต่เพลงหมัดนั้นหาได้ทำร้ายได้ไม่...นี่เป็นฉากเปิดในภาพยนตร์ “ยอดปรมาจารย์ ยิปมัน (The Grandmaster)” จากการกำกับของหว่องกาไว ที่ได้รับยกย่องว่ามีเอกลักษณ์การกำกับงดงามราวบทกวี 

ต่อให้ยุคสมัยเปลี่ยนผ่านไปเช่นไร แต่การต่อสู้แบบ “ยิปมัน กังฟู” ยังเป็นที่ยอมรับของคนบนเกาะฮ่องกง หลังมรสุมลูกโตเคลื่อนตัวผ่านไป แต่หลายคนบนเกาะฮ่องกงยังคงใช้ชีวิตปกติ วันนี้กับการเดินทางมาเยือนฮ่องกงอีกครั้ง มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือน โรงเรียนสอนกังฟูจีนนานาชาติ และสมาคมศิลปะป้องกันตัวยิปมัน โดย อาจารย์แซม เลา ลูกศิษย์รุ่นแรกของปรมาจารย์ยิปมัน ผายมือต้อนรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

แม้อาจารย์ยิปมัน ผู้ดัดแปลงการต่อสู้ประเภทนี้ที่มาจากมวยหวิงชุนจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังได้รับความนิยมด้วยเป็นกังฟูที่มีเหตุผลสอดคล้องกับหลักธรรมชาติ ซึ่งยิปมัน เริ่มเรียนหวิงชุนครั้งแรกจากอาจารย์เฉินฮั่วชุ่น ตอนอายุได้ 13 ปี ซึ่งเวลานั้นอาจารย์อายุ 70 ปี จึงได้เรียนวิชาจากศิษย์ของอาจารย์ที่มีอายุมากเป็นอันดับสอง เมื่ออายุได้ 16 ปี ย้ายจากแผ่นดินใหญ่มาฮ่องกงด้วยความช่วยเหลือของญาติ ที่นั่นเขาได้พบเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวต่างชาติทำร้ายผู้หญิง จึงได้เข้าไปช่วยจนสำเร็จ การต่อสู้ครั้งนั้นเพื่อนได้เห็นและได้เล่าให้ชายแก่แถวบ้านฟัง 

ชายแก่ผู้นั้นเกิดความสงสัยอยากรู้ว่ายิปมันฝึกวิชาอะไร จึงท้าให้มาประลองฝีมือกัน ยิปมันเห็นโอกาสจะได้แสดงฝีมือเลยรับคำท้า ครั้นต่อสู้กลับแพ้ชายชราอย่างรวดเร็วในไม่กี่กระบวนท่า สุดท้ายผู้ชนะเผยตัวว่าเป็นศิษย์เก่าแก่ของเฉินฮั่วชุ่น นามว่า เหลียงบี้ ยิปมันจึงฝากตัวเป็นศิษย์ พอล่วงสู่วัย 24 ปี ยิปมัน กลับมายังเมืองโฝชาน มณฑลกวางตุ้ง และมาเป็นตำรวจ ได้สอนวิชาให้ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ไม่ได้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัวอย่างเป็นทางการ ยิปมันมีศิษย์ที่มีฝีมือเป็นจำนวนมาก สุดท้ายแล้วยิปมัน ออกจากโฝชานไปอยู่ฮ่องกงในช่วงปลายปี ค.ศ. 1949 หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะสงครามกลางเมือง และได้เปิดโรงเรียนสอนอย่างจริงจัง ซึ่ง ลูกศิษย์ที่โด่งดังคือ บรูซ ลี 

อาจารย์แซม สาธิตการออกหมัดอย่างรวดเร็ว พร้อมเสริมว่า ศิลปะป้องกันตัวส่วนใหญ่ (ภาษาจีนเรียกศิลปะป้องกันตัวของจีนโดยรวมว่า อู่ซู่) ต้นกำเนิดจากเมืองโฝชาน มณฑลกวางตุ้ง ทำให้เมืองนี้ได้รับขนานนามว่า “ต้นกำเนิดของศิลปะป้องกันตัวของจีนทั้งปวง” เมืองโฝชานอยู่ทางใต้ของจีน ทำให้ศิลปะป้องกันตัวที่มาจากภาคนี้ถูกเรียกว่า ’หนานฉวน“ มีความหมายว่า ’ศิลปะป้องกันตัวที่มาจากตอนใต้“ โดยศิลปะป้องกันตัวอื่น ๆ ที่เข้ามาในฮ่องกง มีมวยตระกูลไช่ (Choy Li Fut Kuen) และมวยตระกูลหง (Hung Kuen) ที่มี หวงเฟยหง เป็นปรมาจารย์กังฟูที่มีชื่อเสียง) เป็นมวยชื่อดังจากโฝชาน ส่วนศิลปะป้องกันตัวหวิงชุนโดดเด่นขึ้นมาเพราะมีเทคนิคเป็นเอกลักษณ์ เป็นเหตุเป็นผล ยึดหลักทางวิทยาศาสตร์สามารถปฏิบัติได้จริง 

หลักสำคัญของ “ยิปมัน กังฟู” คือการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัย หากไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่ต่อสู้กับใคร สไตล์การต่อสู้มีไว้เพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น ผู้เริ่มฝึกหัดต้องเริ่มต้นด้วยเส้นหลัก ๆ 4 เส้น คือ 1. เส้นพื้นฐาน 2. เส้นการเตะ 3. เส้นต่อสู้แบบประชิดด้วยข้อศอก ส่วนเส้นที่ 4. มีไว้ฝึกซ้อมกับหุ่นไม้เท่านั้น แต่ละคนต้องฝึกเทคนิคพื้นฐานให้พร้อมเสียก่อน ถึงจะก้าวต่อไปเรียนรู้การต่อสู้แบบมือเดียว สองมือ แบบใช้อาวุธ และการฝึกตอบโต้ 

สิ่งสำคัญเวลาต่อสู้หรือป้องกันตัวจะไม่เสียเวลาคิด เพราะหากมัวคิดทำให้ทุกอย่างช้าลง เราต้องออกอาวุธโดยอัตโนมัติอย่างเป็นธรรมชาติ ทุกสิ่งสั่งมาจากสมองโดยตรง ทุกอย่างเกิดจากการฝึกตอบโต้ จนทำให้ออกอาวุธได้โดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องวางแผนว่าพุ่งอย่างไร ทุกอย่างเป็นไปโดยธรรมชาติ

แม้ว่ามีการใช้ศอกเป็นอาวุธ แต่ส่วนใหญ่ข้อศอกเป็นอาวุธที่ใช้เมื่อยามจำเป็นเท่านั้น เช่น เมื่อกำลังตกเป็นรองคู่ต่อสู้ หรือเมื่อล้มลงกับพื้น เนื่องจากการออกหมัดมีความคล่องตัวสูงกว่า ขณะเดียวกันการจู่โจมบริเวณศีรษะคู่ต่อสู้จะมุ่งเป้าไปที่ช่วงต้นคอ ตา และปลายคาง ไม่ใช่เพียงแค่โจมตีไปที่กะโหลกศีรษะส่วนใดก็ได้

’การฝึกให้เชี่ยวชาญไม่อาจพูดได้ว่าใช้เวลานานเท่าใดถึงเก่งจนถึงระดับ อาจารย์ บางคนอาจใช้เวลาแค่ครึ่งปี บางคนใช้ 10 ปี อยู่ที่ว่าคนนั้นรู้มากน้อยแค่ไหน นี่เป็นสิ่งที่ผู้เรียนใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกครูฝึกสอนด้วยเช่นกัน ในฮ่องกงบางคนเรียนมาแค่เดือนกว่า ๆ มาเป็นอาจารย์สอนแล้ว แต่ว่าหากต้องการเพียงแค่ทักษะในการป้องกันตัวแบบพื้นฐาน ก็จะกินเวลาไม่กี่เดือน” 

ยิปมัน มักสอนลูกศิษย์ให้หมั่นใช้ทักษะที่ได้ร่ำเรียนมา ให้มีความกล้าหาญ ไม่เน้นเรื่องทฤษฎีอะไรมาก เพราะศิลปะป้องกันตัวเป็นเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผล ตามหลักการวิทยาศาสตร์และฝึกฝนได้จริง เขาอยากให้ลูกศิษย์ยึดหลักความเป็นจริง และย้ำเสมอว่า ต่อยคู่ต่อสู้เยอะๆ เพราะแค่หมัดเดียวไม่พอสำหรับการล้มคู่ต่อสู้ได้

ตอนยิปมัน มีชีวิตจะปฏิเสธการสอนคนบางกลุ่มเช่น ชาวต่างชาติ เพราะอาจารย์มีแนวคิดอนุรักษนิยม และไม่สอนคนจีนทางตอนเหนือ ด้วยมีรูปร่างใหญ่ ถ้าคนเหล่านี้ได้ฝึกฝนจะทำให้คนจีนทางตอนใต้สู้ไม่ได้ ขณะเดียวกันเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ ที่ยังไม่โตพอจะเข้าใจในการประยุกต์ใช้ทักษะที่ได้ร่ำเรียนมา กลุ่มสุดท้ายคือ คนขี้ขลาด ด้วยอาจารย์ต้องการให้ลูกศิษย์ทุกคนเป็นคนกล้าหาญ

การต่อสู้เพื่อดวลกัน ไม่ค่อยมีเท่าไรนัก ด้วยไม่ใช่กีฬา แต่เป็นการป้องกันตัว แต่มีศาสตร์การต่อสู้แบบอื่น ๆ ท้าทายตั้งแต่สมัยยิปมันแล้ว แต่เรามักจะใช้ในสถานการณ์จริงมากกว่าใช้ต่อสู้บนเวทีหรือจัดฉากขึ้น ทุกวันนี้อาจารย์สอนหวิงชุนตัวจริงมักไม่พาตัวเองไปมีเรื่องหรือเข้าไปเป็น ส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพราะเป็นอันตรายเกินไป

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนำสู่สิ่งที่เป็นบวกในการฝึกคือ การที่ทำตามแนวคิดของอาจารย์ยิปมัน และดึงเอาทักษะส่วนลึกของศิลปะป้องกันตัวประเภทนี้เข้ามาใช้ อย่างเทคนิคการยืน เพื่อจะได้รับกับความท้าทายของศิลปะป้องกันตัวแขนงอื่น ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน พวกเราไม่ได้เปลี่ยน แปลงตนเองไปเท่าไรนัก แต่ยังคงยึดหลักการฝึกฝนหวิงชุนอยู่เหมือนเดิม เพราะเวลาเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา แต่หวิงชุนเป็นทักษะการต่อสู้ที่ใช้ได้จริง มีการปรับเปลี่ยนเพียงเพื่อให้รับกับข้อแม้หรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเท่า นั้น

แต่ก็มียุคตกต่ำเหมือนกัน เพราะมีหลายกลุ่มเรียนศิลปะป้องกันตัวหวิงชุน ที่มาจากผู้เรียนรู้ต่างกัน และมีคุณสมบัติแตกต่างตามประสบการณ์ทักษะการต่อสู้ ผู้เรียนรู้ที่มีประสบ การณ์ 10-50 ปี ถูกจัดกลุ่มให้อยู่ในหวิงชุนแบบยิปมัน ส่วนคนเรียนรู้แค่ปีเดียวหรือน้อยกว่านั้น มักเป็น

กลุ่มที่ไม่เคยเข้าเรียนอย่างจริงจริง จะเรียนรู้จากหนังสือหรือยูทูบ แต่ยังแอบอ้างว่าเป็นหวิงชุนแบบยิปมัน กลุ่มนี้มีคุณสมบัติที่ต่ำเกินกว่าจะมาสอนคนอื่น ทำให้ไม่มีเรื่องสอนในที่สุด เป็นที่เคลือบแคลงว่าคนเหล่านี้มีทักษะการสอนมากน้อยเพียงใด

    

’มีโรงเรียนสอนหวิงชุนแบบยิปมันหลายสาขาในฮ่องกง เหมือนกิ่งก้านสาขาต้นไม้ อาจารย์ยิปมันมีลูกศิษย์มากกว่าพันคน หลายคนเป็นผู้ฝึกสอนเรียนรู้มาจากต้นตำรับ และยึดตามหลักนั้นมาโดยตลอด ขณะที่คนบางกลุ่มไม่มีคุณสมบัติดีพอในการสอน ไม่มีพื้นฐานที่ดี และมาสอนคนอื่นต่อด้วยเทคนิคที่คิดค้นขึ้นมาเอง ทำให้ทักษะหวิงชุนสไตล์ยิปมันที่เขาอ้างถึงผิดเพี้ยนไปมาก ถ้าเปรียบหวิงชุนแบบยิปมันเป็นเหมือนต้นไม้ ใบไม้บางใบมีสีเขียว ซึ่งหมายถึงเป็นใบจริง ขณะที่บางมุมของต้นก็มีใบหลากสี เช่น เขียวอ่อน เหลือง แดง บางทีเป็นสีอื่นไปเลย” 

ที่จริงหวิงชุนไม่เน้นความเร็วในการต่อยหรือการเคลื่อนตัว แต่เป็นเหมือนลักษณะของหวิงชุนเองมากกว่าที่ต้องเคลื่อนตัวเร็ว การออกแบบทำให้เข้าถึงคู่ต่อสู้ได้ง่าย เพราะระยะห่างและเวลาที่ใช้น้อยลง เลยทำให้ออกหมัดเร็วขึ้น จึงเป็นผลดีในการต่อสู้เพราะช่วงเวลาเสี้ยวนาที หรือระยะห่างระหว่างคู่ต่อสู้ เป็นจุดชี้ขาดว่าจะชนะหรือพ่ายแพ้

ความเร็วสามารถฝึกฝนได้ ลักษณะหวิงชุนคือ สั้น เร็ว แม่นยำ และหนักหน่วง การเตะเป็นเรื่องสำคัญ เราจะใช้การเตะต่ำ ที่ยากต่อการรับของคู่ต่อสู้ ทำให้ป้องกันได้ยาก อุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกมีการเปลี่ยน แปลงไปจากอดีต เช่น หุ่นไม้ที่ใช้ฝึกจะใหญ่ขึ้น ทุ่นแขนของหุ่นอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า เพราะจะได้ฝึกได้อย่างใกล้เคียงความจริงมากขึ้น 

“ยังไม่เคยเห็นคนที่เอาไปประยุกต์แล้วล้มเหลว ถือเป็นเรื่องที่ดีที่บรูซ ลี นำหวิงชุนมาฝึกฝน แต่สิ่งที่บรูซ ลี ฝึกฝนนั้นมากเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะทำได้ ถ้าคนทั่วไปทำอาจมีผลกระทบด้านสุขภาพ” 

คนเรียนจะรู้และแยกแยะได้ว่าโรงเรียนที่ดีเป็นอย่างไร มีเพียงแค่คนที่มุ่งแต่เรื่องอยากเก่งเร็ว ๆ เท่านั้น อาจแยกไม่ออกว่าโรงเรียนที่ดีเป็นอย่างไร ทำให้บางทีโรงเรียนที่ดีก็เสียนักเรียนไปเยอะ คนที่สนใจต้องเช็กภูมิหลังและประสบการณ์ของผู้สอนให้ดี เช่น ดูว่าผู้สอนติดตามใครบ้าง เรียนรู้มานานเท่าไร มีทักษะมากน้อยขนาดไหน ที่จริงแล้ววิธีดูง่ายที่สุดคือ ดูจากความสำเร็จของอาจารย์ผู้สอน ไม่ว่าจะนำเสนอในรูปแบบของหนังสั้นหรือวิดีโอที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต การที่ผู้สอนต่อสู้ด้วยมือกับคู่ต่อสู้เกิดขึ้นแบบนิ่มนวลไหม หรือว่าคู่ต่อสู้สวนกลับมามากน้อยแค่ไหน

คนรุ่นใหม่ในฮ่องกงที่มาเรียน ส่วนมากอยากเรียนรู้ให้ได้ผลเร็ว แต่ไม่ค่อยสนใจการเสริมพื้นฐานให้แน่น มักไม่เรียนรู้ไปทีละขั้น แต่ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่จะเข้าใจถึงความสำคัญ จึงมองหาคุณภาพเป็นหลัก ส่วนผู้เรียนรุ่นเก่าแก่จะรู้ว่าไม่มีทางลัดสำหรับการเรียน เลยมีสมาธิมากกว่า คนไทยที่อยากมาเรียนต้องเข้าใจสภาวะตัวเองว่ามีเวลาหรือมีทุนทรัพย์ในการ เรียนมากน้อยเพียงใด

อนาคตของ “ยิปมัน กังฟู” จะดีขึ้นหากได้รับการจัดการด้วยระบบที่ดี และมีองค์กรที่มีอำนาจเข้ามาดูแลเรื่องการจัดการสอน แต่ตรงกันข้าม ถ้าจัดการหละหลวม ไม่มีพื้นฐานทำให้อนาคตย่ำแย่ได้ 

ประตูเหล็กบานนั้นปิดลงหลังจากการเอ่ยคำร่ำลา เดินออกสู่ถนนที่เต็มไปด้วยตึกและร้านค้าแบรนด์เนม โลกนั้นเปลี่ยนไปจนทำให้เกาะเล็ก ๆ อย่างฮ่องกงเปลี่ยนตาม แต่ชีพจรแห่ง “ยิปมัน กังฟู” ยังคงเต้นไหวเปี่ยมด้วยความเป็นธรรมชาติอยู่เช่นเดิม.

 

รู้จักศิลปะป้องกันตัว “หวิงชุน”

หวิงชุน มีต้นกำเนิดตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง เป็นศิลปะป้องกันตัวที่มีชื่อเสียงมาก รวมถึงในวัดเส้าหลิน แต่วัดถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นแหล่งซ่องสุมกบฏจึงถูกสั่งทำลาย หวู่เม่ย หนึ่งในแม่ชีที่ประจำที่วัดรอดชีวิตมาได้ แม่ชีท่านนี้มีความสามารถด้านศิลปะป้องกันตัว มีการฝึกฝนและดัดแปลงเพื่อให้ง่ายสำหรับคนที่มีรูปร่างเล็กโดยเฉพาะผู้หญิง ตำนานหนึ่งเล่าว่า แม่ชีหวู่เม่ย เคยพบเห็นนกกระเรียนและงูสู้กัน และได้ดัดแปลงสร้างให้เป็นหนึ่งในท่วงท่าของมวยจีน

แม่ชีหวู่เม่ย มีศิษย์คนแรก คือ เหยียนหย่งชุน เธอเป็นคนหน้าตาดี มีอาชีพทำเต้าหู้ขาย ครั้งหนึ่งเคยโดนบีบบังคับให้แต่งงานกับผู้มีอิทธิพล เธอจึงใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาต่อสู้กับชายคนนั้น ภายหลังเหยียนได้แต่งงานกับพ่อค้าเกลือ และสามีของเธอก็ได้เรียกศิลปะการป้องกันตัวของภรรยาว่า เป็นมวยของหย่งชุน บางแหล่งข้อมูลยกย่องว่า เหยียนหย่งชุนเป็นผู้คิดค้นการฝึกฝนด้วยการดวลมือ จากจุดกำเนิดนั้น มีการส่งต่อความรู้ฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวดังกล่าวมาเรื่อยๆ ก่อนมาถึงมือของยิปมัน


โพสต์เมื่อ 23 ม.ค. 57 เวลา 08:13

หมวดหมู่: นานา สาระ

Tags:  กังฟูคือสองคำ ล้มหรือยืนหยัด ยิปมันตำนานไร้ดับ
1629 คนอ่าน
เม้นท์ 0 Comments , Like 2 Likes
  



Mr.Song

โพสต์โดย : Mr.Song
ผู้กำกับภาพ
สมาชิก VIP
สกู๊ปผู้โพส

แชร์สกู๊ป

แชร์ Facebook
twitter
google+


Link 





แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น
กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำที่สุภาพ และเกี่ยวข้องกับคลิปด้วยค่ะ

หากโพสต์ผิดกฎจะทำให้ point ติดลบค่ะ รายละเอียด

ส่ง Scoop ให้เพื่อน

E-mail เพื่อน

E-mail ผู้ส่ง

ข้อความ

 

แจ้งลบไม่เหมาะสม

ชื่อ ผู้ส่ง

E-mail ผู้ส่ง

ข้อความ / เหตุผล

 


ความคิดเห็น

สำหรับ Facebook


เรื่องล่าสุดของ Mr.Song


หมวด
Scoop